Stop Bleeding Systems

หยุดการขาดทุน… เลือดไหล เลือดสาด  นักลงทุนที่จะอยู่ทำกำไรในตลาดนานๆได้ ไม่เพียงแต่จะต้องรู้จักการคัทลอส (Cut Loss) แต่ยังต้องรู้ว่า เมื่อไหร่ควรจะหยุดซื้อหุ้นเพิ่ม เพื่อไม่ให้ขาดทุนหนักกว่าเดิม โดย ThaiQuants เรียกระบบส่วนนี้ว่า Stop-Bleeding Systems ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบเทรดทั้งหมด (Trading System) ที่จะทำหน้าที่เป็นอีกปราการ ป้องกันการขาดทุนอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่มีการคัทลอสบ่อยๆ และมีความเสี่ยง (Risk) ในพอร์ตเพิ่มขึ้น ซึ่งไอเดียนี้ได้นำมาจาก Dr. Alexander Elder 6% Rule แล้วมีการต่อยอดให้เหมาะสมกับ Trading System

โดยปรกติ Trading System จะมีการตั้งค่า Stop ประเภทต่างๆอยู่ (ApplyStop ใน AmiBroker) เช่น

  • Stop Loss หยุดขาดทุน “เงินต้น”
  • Stop Trailing หยุดขาดทุน “กำไร” หรือหยุดกลับมาขาดทุน “เงินต้น”

ทั้งกระนั้น เมื่อตลาดไม่เอื้ออำนวย หรือไม่ทำเทรน (Market Trend) อย่างชัดเจน จะส่งผลให้เกิดสัญญาณผิดๆ (False Signals) สิ่งที่มักจะตามมาคือ ระบบเทรดทำการ Stop Loss ซ้ำๆ ขาดทุนอย่างต่อเนื่อง ในหุ้นหลายๆตัวในพอร์ตของนักลงทุน

เมื่อมีการ Stop Loss ถี่ๆ ระบบจะต้องหยุดซื้อหุ้นเพิ่ม
เพราะซื้อเข้ามาใหม่ ก็ถูก Stop Loss อยู่ดี

สรุปสั้นๆ คือ ระบบเทรดควรมีการหยุดขาดทุน 2 ระดับ (2 Layers) อย่างต่ำ

  1. Stop Loss หรือการคัทลอส
  2. Stop-Bleeding Systems

นลท จะเห็นว่า Sell Signals ไม่ได้อยู่ใน 2 Layers ข้างต้น เพราะ Sell Signals อาจพิจารณาขายที่ Maximum Profit กำไรสูงสุดก็เป็นได้ และในโพสนี้จะเน้นเรื่องการขาดทุนและความเสี่ยงเป็นหลัก ทั้งกระนั้น สำหรับ นลท สาย Quant อีกหนึ่งระดับที่ควรพิจารณานำมาเสริมอย่างยิ่งคือ Market Analysis เมื่อวิเคราะห์ตรวจสอบได้ว่าตลาดเริ่มหรืออยู่ในสภาวะที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการลงทุนของระบบเทรดที่ใช้อยู่ (Unfavorable Market Condition) ซึ่งการวิเคราะห์มีตั้งแต่ Market Filter, Market Classification, และ Market Breadth

Dr. Alexander Elder 6% Rule

หลักการคร่าวๆ Dr. Elder 6% Rule จะไม่ให้ทำการซื้อหุ้นเพิ่มเมื่อในเดือนนั้นๆ มี 1. การขาดทุน บวกกับ 2. ความเสี่ยงเกิน 6% ของมูลค่าพอร์ต ณ ต้นเดือนนั้นๆ โดยที่

  1. การขาดทุน จะคำนวณจากหุ้นที่ถูกขายทิ้งไปแล้วในเดือนนั้น (Close Position) เช่น ซื้อ 4,000 หุ้นที่ 10 บาท แต่ขายทิ้ง 8 บาท ก็แสดงว่าขาดทุน (10-8) x 4,000 = 8,000 บาท
  2. ความเสี่ยง จะคำนวณจากหุ้นที่ถืออยู่ในมือ (Open Position) ว่าเสี่ยงเท่าไหร่ เช่น ซื้อ 100,000 หุ้น ที่ 5 บาท แล้วตั้ง Stop Loss ที่ 4 บาท หุ้น position นี้จะมีความเสี่ยงที่ (5-4) x 100,000 = 100,000 บาท แต่ถ้าราคาขึ้นมาเป็น 6 บาท แล้วยก Stop Loss มาที่ 5 บาท แสดงว่า Position นี้ ไม่มีความเสี่ยงแล้ว (จริงๆสามารถคิดได้หลายแบบ แล้วแต่จะออกแบบการคำนวณ On-going risk)
  3. เปรียบเทียบกับพอร์ต โดยนำข้อ 1 และ 2 รวมกัน แล้วนำไปเทียบกับมูลค่าพอร์ต ณ ต้นเดือน ว่าเกิน 6% มั้ย
    1. ถ้าไม่เกิน จะอนุญาติให้ซื้อหุ้นเพิ่มได้ โดยจำนวนที่ซื้อเพิ่มต้องไม่ทำให้ความเสี่ยงตัวใหม่ บวกข้อ 1 และ 2 ในเดือนนั้นเกิน 6%
    2. ถ้าเกิน ไม่ให้ซื้อหุ้นเพิ่ม หรือมิเช่นนั้น ให้ทำการขายหุ้นที่ถืออยู่ออกไปเพื่อลดความเสี่ยงลง แล้วถึงซื้อหุ้นที่ต้องการได้ โดยต้องเช็คกับข้อ 3.1 อีกครั้ง

The New Trading for a Living

จากคำอธิบายข้างต้น ThaiQuants ขอชี้แจงว่า Dr. Elder ได้พยายามทำให้การตรวจสอบนั้นไม่ซับซ้อน เข้าใจง่าย และนักลงทุนทั่วไปสามารถทำได้จริง ทั้งกระนั้น สำหรับ นลท สาย Quant ควรจะพิจารณา ต่อยอดไอเดียนี้ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และสอดคล้องกับ Trading System ที่ตนเองใช้อยู่ ตัวอย่างไอเดียการพัฒนา เช่น

  • แทนที่จะมอง การขาดทุน จากต้นเดือน แต่ให้มองเป็นย้อนหลังไป 20 วัน (N Days ซึ่งจะได้ได้ค่าที่ถูกต้องกว่า)
  • แทนที่จะมอง มูลค่าพอร์ต จากต้นเดือน แต่ให้มอง ณ วันปัจจุบัน (รายละเอียดต่างกันระดับหนึ่งเลย)
  • แทนที่จะมองค่าต่างๆตามระยะเวลา ต้นเดือนหรือปัจจุบัน ให้มองเป็น จำนวนเทรด (N Trades) ย้อนหลัง
  • พิจารณา Win Rate, Winning Trades, … และอื่นๆ

ถ้านักลงทุนสนใจใน Stop-Bleeding System ข้างต้นหรืออยากลองฟังไอเดียเพิ่มเติม ให้ลองดู 2 วิดีโอข้างล่างครับ

วิดีโอ Stop-Bleeding Systems